Kill la Kill – เดือดเลือดพล่าน!

บอกตามตรงว่า ในความเห็นของผมแล้ว ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา ไม่มีอนิเมเรื่องไหนที่ผมพูดได้เต็มปากว่า “มันโคตร” ได้เท่ากับ Kill la Kill ของค่าย Trigger อีกแล้ว ในช่วงปี 2018 นี้ดูเหมือนว่าจะมีงานของ Trigger โผล่ออกมาสองเรื่อง ฉะนั้นจึงขอย้อนกลับมาพูดถึงอนิเมเรื่องนี้กันหน่อย

Kill la Kill (ปี 2017) เป็นผลงานการกำกับของอิมาอิชิ ฮิโรยุกิ หนึ่งในอดีตลูกหม้อของ Gainax ซึ่งผันตัวออกมาก่อตั้ง Trigger และเคยมีผลงานเรื่องชื่ออย่างหุ่นสว่านทะลวงสวรรค์ Tengen Toppa Gurren Lagann รวมไปถึงผลงานทะลึ่งระดับเดอร์ตี้โจ๊กอย่าง Panty & Stocking with Garterbelt ด้วย สไตล์งานของฮิโรยุกินี่ ดูยังไงมันก็ศิษย์สำนักอันโนะ ฮิเดอากิแห่ง Neon Genesis Evangelion ชัดๆ คือเป็นพวกโอตาคุสาย retro ชอบเอาสไตล์อนิเมเก่าๆที่ตัวเองชอบมาใส่งานของตัวเอง แล้วใส่เซอร์วิสแบบ “ไม่จำเป็นต่อเนื้อหาหรอก แต่อยากใส่ ใครจะทำไม” ซึ่ง Kill la Kill ก็เป็นไปตามนั้นแล

เนื้อหาของอนิเมบู๊ดุเดือดเลือดพล่านนี่คือ เด็กสาวนาม มาโตอิ ริวโกะ บุกเข้าโรงเรียนฮนโนจิพร้อมกับดาบรูปร่างกรรไกรยักษ์ครึ่งซีก เป้าหมายคือกำจัดประธานนักเรียนและผู้ปกครองโรงเรียนอย่าง คิริวอิน ซัทสึกิ เพื่อล้างแค้นให้กับพ่อของเธอ ทว่าโรงเรียนฮนโนจิกลับปกครองด้วยระบบฟาสซิสต์ (อำนาจนิยม) ซึ่งจะแบ่งระดับนักเรียนด้วยดาวบนชุดนักเรียน ยิ่งดาวมากก็ยิ่งมีพลังสูงมาก ความพ่ายแพ้ในศึกครั้งแรกของริวโกะได้พอเธอไปรู้จักกับ “เสื้อนักเรียน” ที่จะช่วยเพิ่มพลังให้กับเธอ นั่นก็คือ “เซ็นเก็ตสึ” เมื่อได้พลังจากเซ็นเก็ตสึ เธอก็พร้อมลุยอย่างที่ไม่ยอมให้ใครมาขวางทางได้อีกแล้ว!

จุดเด่นคือ Kill la Kill คือลูกบ้าเกินร้อยที่ให้อารมณ์เหมือนการ์ตูนลูกผู้ชายยุค 80 แต่มีตัวเอกเป็นผู้หญิง ซึ่งก็เอื้ออำนวยให้ผู้กำกับอย่างฮิโรยุกิโชว์ความหื่น… เอ๊ย ไม่ใช่… โชว์เซอร์วิสแบบอนิเมยุคเก่าประมาณ Cutie Honey แบบจัดเต็ม (ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เขาเคยทำ Re: Cutie Honey ตอนที่หนึ่งด้วย) ทำนองว่า “ฮ่า นี่มันบริษัทของข้าเฟ้ย ไม่มีใครห้ามข้าได้อีกแล้ว!” นอกจากจะมีฉากแอ็กชั่นมันโคตรที่อัดแน่นกันแบบสุดๆแล้ว ยังมีมุกตลกแบบการ์ตูน retro อัดมาเพียบ …นี่แสดงว่าตอนอยู่ Gainax จะอัดอั้นตันใจมากสินะ

บางทีนี่อาจจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของอนิเมเรื่องนี้ เพราะท่ามกลางอนิเมยุคใหม่ที่มีแต่แฟนเซอร์วิสซ้ำๆซากๆ การได้เปลี่ยนมาดูอะไรแบบนี้บ้างก็ดีเหมือนกัน ผมชอบที่แฟนเซอร์วิสของเรื่องนี้โชว์ความหื่นของตัวละครผู้ชายออกมาให้เห็นกันแบบเต็มๆ ประมาณว่าเอาอารมณ์ของคนดูมานำเสนอบนจอแล้วใส่ความเวอร์ให้มันเกินจริง ซึ่ง… ผมว่ามันเวิร์กอย่างรุนแรง

จังหวะจะโคนของ Kill la Kill นั้นก็มันสุดยอด การตัดต่อไปอย่างรวดเร็ว เพลงประกอบช่วยโหมความรู้สึกให้เร้าใจอย่างต่อเนื่อง ตัวละครแต่ตัวละครเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ที่น่าจดจำ ที่มาของไอเดียก็สุดยอด!

ว่ากันว่า ไอเดียของอนิเมเรื่องนี้ เกิดจากการที่ผู้กำกับ “เล่นคำ” … ファッショ (ฟัชโช) นั้น หมายถึง ระบบการเมืองที่จะพัฒนากลายมาเป็นลัทธิฟาสซิสต์ ซึ่งมันไปพ้องกับคำว่า ファッション (ฟาชชอน) ซึ่งก็คือ “แฟชั่น” นั่นเอง! จากนั้นก็เอาตัวคันจิ 制服 (เซย์ฟุคุ) = ชุดนักเรียน มาเปลี่ยนเป็น 征服 (เซย์ฟุคุ) = การพิชิต สุดท้ายมันถึงได้กลายมาเป็น โรงเรียนที่ปกครองด้วยระบบ “ฟาสซิสต์” (ファッショ) ซึ่งเกี่ยวพันกับ “แฟชั่น (ファッション)” โดยที่ชุดนักเรียน (เซย์ฟุคุ =制服) มีพลังมากพอที่จะพิชิตชัย (เซย์ฟุคุ =征服) ศัตรูเพื่อเป้าหมาย!

แล้วถ้าใครดูจนครบ 24 ตอน (+ OVA อีก 1 ตอน) ก็จะเข้าใจว่า พล็อตทั้งหมดของ Kill la Kill มันคือคำสี่คำนี่แหละ เพราะบอสใหญ่ของเรื่องคือเจ้าแม่ “แฟชั่น”!! เจ๋งไหมล่ะ!?

ยังไม่พอ ชื่อเรื่องในภาษาญี่ปุ่นนั้น คำว่า Kill คือ คิรุ (キル) ซึ่งไปพ้องกับคำว่า 切る (คิรุ) ที่แปลว่า “ตัด” และ着る(คิรุ) ที่แปลว่า “สวมใส่”อีก ดังนั้น เนื้อเรื่องจึงเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ที่ต้องสวมชุดแล้วใช้ดาบรูปร่างกรรไกรตัดศัตรู!

ไอเดียจะบรรเจิดไปถึงไหนกัน ไอ้คุณท่านอิมาอิชิ ฮิโรยุกิ!!

โดยรวมแล้ว Kill la Kill คืออนิเมแอ็กชั่นมันระเบิดที่ดูมา 3 รอบ เลือดในกายก็พลุ่งพล่านทั้งสามรอบ พลังที่ซุกซ่อนอยู่ภายในร่างกายคล้ายจะทะลักออกมาอย่างเร่าร้อน ถึงตัวละครจะเป็นผู้หญิงแต่จิตวิญญาณลูกผู้ชายมันเดือดปุดๆราวกับภูเขาไฟใกล้จะระเบิดพลังออกมาเต็มที่ ไม่ใช่แค่อนิเมดูสนุกฆ่าเวลาเท่านั้น แต่หากรู้สึกเหงาหงอยขาดแรงบันดาลใจ นี่แหละคือยากระตุ้นชั้นดี!

(ปล. ไม่ควรดูขณะมีผู้ปกครองอยู่ใกล้ กรุณาเก็บไว้ให้ห่างสายตาพวกท่าน)

 

Author Profile

หมาหัวโจก
หมาหัวโจก
"หมาหัวโจก" นั้นหรือ คือผู้เขียนบล็อกที่เคยอยู่ในบอร์ดพันธุ์ทิพย์เก่า บัดนี้เร่ร่อนไปเรื่อยโดยมีบล็อกส่วนตัวคือ www.pan2screen.com จ้า!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *